Blog,  LIFE

แชร์ประสบการณ์ผ่าฝี

ไม่รู้จะเอาไปลงที่ไหน ก็มาลงที่นี่แหละ

ไม่มีรูปนะ 555+

ปีนี้เราลางานมาไทยและไปเที่ยวญี่ปุ่น ปกติไปญี่ปุ่นก็จะประมาณ 7 วัน แต่คราวนี้เพื่อนบอกไหนๆ ก็ไปแล้ว ไป 10 วันเลย ก็โอเค ไม่ได้ไปญี่ปุ่นนานแล้ว น่าจะมีอะไรให้ทำเยอะ

เราก็ทำทริปเมืองที่อยากจะไปก่อน เพราะเพื่อนอีกกลุ่มไม่เคยไปญี่ปุ่น ก็ไม่วายต้องพาเที่ยวแบบเบสิก (โตเกียว โอซาก้า โตเกียว) ที่เราเคยไปมาแล้ว

คราวนี้มองหาอะไรที่ต่างจากเดิมหน่อย ปกติเราไปช่วงต้นเมษา เพื่อดูซากุระ ปีนี้ตัดสินไปเดือนพฤษภาคมซึ่งคิดว่าไม่น่าจะหนาวเท่าไหร่ ช่วงใบไม้ผลิที่น่าจะเขียวชะอุ่ม เราเลือกไปเมือง โอคุทามะ ซึ่งเป็นเมืองแนวเทรคกิ้ง ที่โอคุทามะจะมีการเดินแบบ ป่าบำบัด เราก็เครียดมาหลายเรื่องเลยอยากลองบ้าง แต่ก็นั่นแหละ อย่างฮาร์ดคอร์ ไว้เดี๋ยวเล่าแยก

ที่ญี่ปุ่นก็สนุกดี เดินเยอะและก็ดื่มเยอะด้วย สองวันแรกเป็นเริมที่ปาก สัญญาณที่บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันกำลังตกต่ำขั้นสุด (ช่วงนั้นเมนส์ใกล้มาด้วย) เราก็พยายามดื่มน้ำเยอะๆ แต่ก็ยังเที่ยวๆ อยู่ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร เหนื่อยๆ หน่อยแต่ไม่รู้สึกเจ็บป่วย

พอกลับไทยก็เป็นประจำเดือนอย่างที่คาดไว้ แต่ที่ไม่ได้คาดไว้คือมีฝีแถมมาด้วยตรงขาหนีบ ซึ่งตรงนั้นเคยเป็นฝีมาแล้วแต่แบบระดับสิวอักเสบซึ่งก็หายไปนานแล้ว คราวนี้นางมาแบบจัดเต็มมาก ปกติมันจะปวดแสบปวดร้อนหรือคันๆ ก่อนแล้วก็ค่อยๆ อักเสบใช่มะ แต่ของเราก็พรึ่บขึ้นมาเลยเหมือนเสกขึ้นมา ไม่มีอาการปวดแสบปวดร้อนอะไรเลย แค่แบบคันๆ และก็นั่นแหละ ภูมิตกขั้นวิกฤตจริงๆ

วันแรกที่กลับไทยยังไม่รู้สึกอะไรมาก ก็ไปนอนนวดแก้เมื่อย วันต่อมาก็เริ่มคันๆ แล้วก็มีฝีขึ้นมาเลย

เราก็ซื้อยาปฏิชีวนะมากิน แต่อีกวันผ่านไปคิดว่าแค่ยาไม่น่าจะอยู่แล้วเพราะแค่หัวฝีก็ใหญ่ประมาณ 5 เซนติเมตรได้

อ่านไม่ผิดหรอก หัวฝีใหญ่ 5 เซน…โคตรมหาฝี แล้วก็มาเป็นตรงขาหนีบอะ โคตรทรมานนนนนนนนนนนน เช้ามาก็นั่งรถโรงพยาบาลเลยจ้า ก่อนที่เชื้อมันจะเข้ากระแสเลือดซะก่อน U_U

เราไปโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน

ตอนแรกโดนส่งไปที่แผนกสูติฯ ก่อน แต่หมอสูติฯ ก็บอกว่าต้องไปแผนกศัลย์ฯ เพราะไม่ได้เป็นตรงจิมิ

ลงมาแผนกศัลย์ฯ คุณหมอก็ร้องโอ้ว์ ไปทำไรมาแม่คุณทำไมไม่รีบมาหาหมอ

เราก็บอกว่าเพิ่งเป็นเมื่อวันก่อน

หมอก็แบบ เป็นวันก่อนมันจะใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง

เราก็ ไม่รู้งะ…หมอบอกชั้นสิ โฮกกก

โอเค หมอเช็กแล้วก็ต้องมีแต่ต้องผ่าฝีเท่านั้น หมอบอกขั้นตอนให้เสร็จสรรพ

  1. หมอจะให้ยาแก้ปวดนำร่องไปก่อน แบบฉีดเข้าเส้นเลือดเลย รอจนยาเริ่มออกฤทธิ์
  2. ฉีดยาชา แต่หมอบอกว่าไม่สัญญาว่าจะไม่เจ็บ เพราะต้องระวังหลายที่ ถ้าจะเอาแบบไม่รู้สึกอะไรเลยต้องบล็อกหลังเท่านั้น
  3. ผ่าฝีออก ชำระแผล ฆ่าเชื้อโรค

เราก็เลือกยาชา (เพราะบล็อกหลังกลัวว่าจะชานาน) ซึ่งก็เจ็บมาก ตอนฉีดยาชาอะ เจ็บมากๆ เพราะฉีดลงฝีเลย แล้วยาชาก็ไม่ครอบคลุมจริงๆ คือยังจำความรู้สึกตอนโดนใบมีดเฉือนได้เลย เจ็บมากๆๆ ได้แต่ร้องอู๊ดอี๊ดๆ แล้วหนองเยอะมาก รู้สึกได้เลยว่ามันอุ่นๆ ไหลลงต้นขา พระเจ้าช่วย ฉันอ่อนแอจนแบบเชื้อโรคบุกได้ขนาดนี้เลย

หลังจากผ่าฝีแล้วหมอก็ทำแผลให้ ใช้ยาฆ่าเชื้อชำระหลายรอบ กดๆ กว้านๆ ข้างในออก (ซี้ดดดด) เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำยายัดแผลไว้ เอาอันเสร็จ กลับบ้านได้ ก็เดินกระโปกกระเปลกกลับ พร้อมกับยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ

เอาจริงๆ หลังจากผ่าฝีออกก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บมากเท่าตอนมีฝีนะ โล่ง มีเจ็บจี๊ดๆ ตอนเดินบ้างแต่ไม่แย่ เลยไม่ได้กินยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ แต่ยาฆ่าเชื้อต้องกินให้หมด

ผ่าฝีว่าเจ็บแล้ว วันต่อมาไปล้างแผลเจ็บกว่าจ้า

หมอเปิดแผลแล้วก็ใช้น้ำยาจิ้มๆ คว้านๆ อีก โฮกกกก นี่คิดว่าต้องล้างแบบนีทุกวันเหรอ ตูตายแน่

แต่พอล้างแผลเสร็จหมอให้มาเว้นวัน

เอาจริงๆ หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ แต่จะมีความยากให้การใช้ชีวิตคือ ห้ามอาบน้ำ ห้ามแผลโดนน้ำเด็ดขาด นี่ก็ได้แต่เช็ดตัววนไป ความยากอันดับสองคือนั่งไม่ได้ ได้แต่ยืน นี่ก็เลยยืนแพ็กหนังสือเกือบห้าร้อยเล่มจนเสร็จ

อันดับที่สาม นอนยาก นอนไม่ค่อยหลับ กลับไปโรงพยาบาลวัดความดันแล้วพบว่าความดันต่ำเพราะนอนไม่ได้

ไปล้างแผลรอบสองไม่มีไร พยาบาลล้างให้บอกว่าแผลดูโอเค แดง สด โฮก ไม่ต้องบอกฉัน…
ทีนี้เราก็คิดว่าไม่มีอะไรละ ไปล้างแผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว แต่พอไปล้างแผลครั้งที่สาม หมอบอกจะเย็บแผล เพราะเราบอกหมอว่าจะกลับออสเตรเลียอาทิตย์หน้า หมอเลยบอกว่าเย็บตอนนี้แล้วค่อยไปตัดไหมที่ออสเตรเลีย เราก็โอเค ฟังดูดี

แต่ว่ามันต้องมีการตัดตกแต่งแผลด้วย เพราะไอ้หนังที่มันปูดหนองมันใหญ่อยู่นะ หัวฝีมัน 5 เซนอะ

โอ๊ยย กลับมาโดนใบมีดอีกแล้ว คราวนี้ยังดีหมอเติมยาชาให้เรื่อยๆ เอาจนแบบไม่รู้สึกอะไร ถึงจะไม่เจ็บแต่ก็ยังรู้สึกถึงตอนโดนเฉือนได้อะ แล้วก็อย่างที่ทรมานคือตอนโดนเย็บ หมอบอกมันจะมีพื้นที่ ที่เย็บค่อยข้างยากและยาชาก็เหมือนจะไปไม่ถึง U_U

ก็ฮึบๆ จนเสร็จ หมอถามว่าอยากดูชิ้นเนื้อมั้ย

อะ…เราก็มันหลุดออกไปจากเราแล้วดูก็ได้

พอเห็นแล้วก็เป็นแพนิคไปเลย เพราะมันเยอะอยู่นะเธอ

หน้ามืด จะเป็นลม 555+ แล้วยังต้องขับรถกลับบ้านอีก

วันนั้นก็คืออัดยาแก้ปวด แก้อักเสบ ทุกขนานที่มี หลังจากผ่าเสร็จรู้สึกเจ็บกว่าตอนที่ผ่าตอนแรกอีก

แถมวันต่อมาก็ยิ่งใช้ชีวิตยากเพราะมันตึงมากๆ

เย็บเสร็จเหมือนจะจบเรื่องแล้วใช่มะ

ไม่จ้า…

เพราะผ่านไป4-5วัน กลับไปล้างแผลและพบว่าสีเลือดมีสีน้ำตาลนิดๆ

หมอก็เริ่งกังวลละว่าจะติดเชื้ออีกรึเปล่า เลยตัดสินใจตัดไหมดู T____T

ก็เปิดแผล แต่ก็โชคดีไม่ได้ติดเชื้อ หมอ swap ไปตรวจเผื่อ…

หลังจากนั้นมาก็ใช้ชีวิตแบบแผลเปิด นั่นก็คือ ต้องไปล้างแผลทุกวันจ้า

แต่เอาจริงนะ แผลเปิดนี่ชิลกว่าแผลเย็บอีก 555 สองสามวันก็ไม่ค่อยเจ็บละ

แต่ว่าช่วงนี้จะมีน้ำเหลืองออกมาเยอะหน่อย เราก็กังวลอยู่ แต่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ

เราก็ทำแผลจนถึงวันบินกลับ

กลับมาที่ออสฯ ก็จองหมอและให้หมอที่ออสฯ เช็กซึงนางก็บอกว่าแผลดูดี ไม่ติดเชื้อ แต่ต้องใช้เวลารักษานานหน่อยเพราะมันมันใหญ่มาก แต่ก็ไม่ต้องทำแผลทุกวันละ หมอก็จะนัดดูทุก 3 วัน

ตอนนี้ก็ยังต้องไปล้างแผลเรื่อยๆ

เฮ้อ…ชีวิต ใครเข้ามาอ่าน ขออย่าได้เจ็บป่วยกันเลยนะคะ ไม่สนุกเลย ฮือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *